เครื่องหมายราชการของสำนักนายกรัฐมนตรี

	"เครื่องหมายราชการแห่งสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นรูปกลม 
ลายกลาง เป็นรูปรัฐธรรมนูญมีรัศมีประดิษฐานอยู่บนพาน ๒ ชั้น
เหนือตั่งมีรูปราชสีห์กับคชสีห์ยืนในท่าเผ่น หันหน้าเข้าหากัน 
อยู่ ๒ ข้าง"
	การกำหนดเครื่องหมายราชการแห่งสำนักนายกรัฐมนตรี
ได้นำเอาสัญลักษณ์ของตราราชสีห์และตราคชสีห์ในท่าเผ่น หันหน้า
เข้าหากันอยู่ ๒ ข้าง ตรงกลางมีรูปรัฐธรรมนูญที่ประดิษฐานอยู่บน
พาน ๒ ชั้น เหนือตั่ง ซึ่งหมายถึง ระบอบการปกครองที่มีรัฐธรรมนูญ
เป็นแม่บทแห่งประชาธิปไตยที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัฐกาลที่ ๗ ทรง พระราชทานให้แก่ปวงชนชาวไทยคือรัฐธรรมนูญที่มีตราครุฑด้านบน และรัศมี ๗ ดวง ส่วนราชสีห์ ซึ่งเป็นตราประจำตำแหน่งอัครเสนาบดีสมุหนายก ที่บังคับบัญชาปกครอง ข้าราชการพลเรือน และคชสีห์ซึ่งเป็นตราประจำตำแหน่งอัครเสนาบดีสมุหกลาโหม ที่บังคับ บัญชาปกครองข้าราชการทหารอันเป็นข้าราชการสนองเบื้องพระยุคลบาทพระเจ้าแผ่นดิน มาแต่ครั้งโบราณนั้นจะเป็นผู้ดูแลและรักษาไว้ซึ่งอำนาจอธิปไตยที่มาจากปวงชนชาวไทย คือ รัฐธรรมนูญที่ได้รับพระราชทานเมื่อครั้งเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ ดังนั้น เครื่องหมายราชการของสำนักนายกรัฐมนตรีจึงเป็นสัญลักษณ์ของตำแหน่ง อัครมหาเสนาบดี ๒ ตำแหน่ง อันหมายถึงนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นผู้นำการบริหารแผ่นดินที่ ประชาชนชาวไทยได้เลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญแห่งการปกครองราชอาณาจักรไทยอันถือเป็น สัญลักษณ์ของการปกครองระบอบประชาธิปไตยนั่นเอง ความเป็นมาของตราราชสีห์และตราคชสีห์ มีว่าตราราชสีห์น่าจะมาจากคติของ ศาสนาพราหมณ์ในตำนานโหราศาสตร์ที่ถือว่าพระอาทิตย์ขี่ราชสีห์ และพระอาทิตย์ถูกสร้าง โดยพระอิศวร ได้นำราชสีห์ ๖ ตัว มาป่นให้ละเอียดแล้วห่อด้วยผ้าสีแดง พรมด้วยน้ำอมฤต ก็บังเกิดเป็นพระอาทิตย์ขึ้น และราชสีห์นี้ได้นำมาเทียมราชรถของพระอาทิตย์ด้วย ดังนั้น การใช้ราชสีห์เป็นสัญลักษณ์จึงปรากฎในภาพปูนปั้นฐานพระเจดีย์ และภาพจิตรกรรมฝาผนัง ปรากฏในตำนานเมืองนครราชสีมา ตำนานพระนอนจักรสีห์ และมหาเวสสันดรชาดกกัณฑ์มหาพน เป็นต้น

ราชสีห์

นอกจากนั้นคุณลักษณะของราชสีห์ที่ปรากฎในหนังสือ
ปัญหาพระยามิลินท์สีห วรรคที่ ๕ นั้น มี ๗ ประการ คือ 
๑. เป็นสัตว์สะอาดหมดจดไม่มัวหมอง ๒. เที่ยวไปด้วย
เท้าทั้ง ๔ มีเยื้องกรายอย่างกล้าหาญ ๓. มีรูปร่างโอ่อ่า
สร้อยคอสะสวย ๔. ไม่นอบน้อมสัตว์ใด ๆ แม้เพราะจะต้อง
เสียชีวิต ๕. หาอาหารไปโดยลำดับ พบปะอาหารที่ใด
ก็กินเสียจนอิ่มในที่นั้น ไม่เลือกว่าดีหรือไม่ดีกินได้ทั้งนั้น 
๖. ไม่มีการสะสมอาหาร และ ๗. หาอาหารไม่ได้ก็ไม่ดิ้นรน 
ได้ก็ไม่ทะยานและไม่กินจนเกินต้องการ อันเป็นลักษณะ
ของข้าราชการที่รับใช้สนองพระเดชพระคุณพระเจ้าแผ่นดิน
	ส่วนคชสีห์นั้น เป็นลักษณะของราชสีห์
ผสมกับช้าง (คช) ซึ่งคติไทยถือว่าช้างเป็นสัตว์
ประจำชาติใช้ในราชสงคราม ดังนั้น ตราคชสีห์
จึงสอดคล้องกับข้าราชการที่ออกสงคราม
ซึ่งหมายถึงทหารนั่นเอง

คชสีห์
สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงสันนิษฐานว่า "ตราพระราชสีห์ เห็นจะมีก่อนอื่นทั้งหมด เพราะว่าเดิมเสนาบดีคงมีตำแหน่งเดียวเป็นผู้รองพระเจ้าแผ่นดิน ในที่ว่าราชการต่าง ๆ แต่การรบคงมากกว่าอย่างอื่น ตามตำแหน่งที่เรียกเสนาบดี ก็หมายความว่า เป็นใหญ่ในเสนา (คือทหาร) ให้ใช้ตราราชสีห์เป็นการยกย่องว่าเป็นผู้กล้าหาญ ตามคำที่ใช้เรียก คนกล้าว่า นรสิงห์ ภายหลังการมากขึ้น คนเดียวบังคับไม่ไหว จึงตั้งเติมอีกตำแหน่งหนึ่ง แบ่งกันบังคับการ คนหนึ่งให้บังคับพลทหารที่ประจำการสงคราม อีกคนหนึ่งให้บังคับพลเรือน คือพลที่อยู่เรือนไม่ไปสงคราม ตำแหน่งที่ตั้งขึ้นใหม่นั้น จะให้ใช้ตราอะไรคู่กัน ก็เลือกได้คชสีห์ แต่ที่จริงคลาดไปหน่อย คำว่า "คชสีห์" เห็นจะเป็นคำยกย่องช้างตัวกล้าว่าดุเหมือนราชสีห์ ได้มาจากคำว่า "นรสิงห์" นั่นเอง "
สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นได้กำหนดตำแหน่งบังคับบัญชาในด้านการปกครองไว้ ๒ ตำแหน่ง คือ ตำแหน่งอัครมหาเสนาบดี ทรงโปรดให้พระยาเพชรบูรณ์เป็นพระยามหาเสนา ที่สมุหกลาโหมใช้ตราคชสีห์ประจำตำแหน่งหัวเมืองฝ่ายใต้ทั้งปวง และทหารบกทหารเรือ โปรดให้พระอักขรสุนทร (สน) เป็นเจ้าพระยารัตนาพิพิธ ที่สมุหนายกมหาดไทย ใช้ตราราชสีห์ ประจำตำแหน่งบังคับหัวเมืองฝ่ายเหนือทั้งปวงและได้แต่งตั้งเสนาบดีจตุสดมภ์ รองจาก อัครเสนาบดีอีกทีหนึ่ง ดังนั้น การที่นำตราราชสีห์และคชสีห์มาประกอบกับพานรัฐธรรมนูญในเครื่องหมาย ราชการแห่งสำนักนายกรัฐมนตรีนั้น น่าจะหมายความว่า นายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร ทั้งปวง ทั้งฝ่ายพลเรือนและทหาร ภายใต้การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีรัฐธรรมนูญ เป็นแม่บท การกำหนดเครื่องหมายราชการแห่งสำนักนายกรัฐมนตรี โดยประกาศสำนักนายก- รัฐมนตรีเป็นการดำเนินการตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายราชการ พุทธศักราช ๒๔๘๒ เพื่อคุ้มครองมิให้บุคคลใดใช้เครื่องหมายราชการนั้น เว้นแต่หน่วยราชการที่กำหนดเครื่องหมาย นั้นจะอนุญาต และห้ามมิให้ผู้ใดปลอมหรือเลียนเครื่องหมายราชการ ไม่ว่าจะทำเป็นสีใด หรือ ทำด้วยวิธีใด ๆ หรือทำให้ปรากฎที่วัตถุหรือสินค้าใด ๆ ก็ตาม ถ้า ผู้ใดฝ่าฝืน จะมีความผิด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี และปรับไม่เกินสองพันบาท นอกจากนั้นเครื่องหมายหรือ สังหาริมทรัพย์ที่มี เครื่องหมายที่ได้รับการคุ้มครองตามพระราชบัญญัติดังกล่าวอยู่ ให้ริบ เสียทั้งสิ้น