ความเป็นมาของสำนักนายกรัฐมนตรี

การบริหารราชการแผ่นดินโดยแบ่งเป็นกระทรวง ทบวง กรม ได้เริ่มขึ้นในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่เดิมในช่วงที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นครองราชสมบัตินั้นการปกครองประเทศแบ่งเสนาบดีเป็น ๖ ตำแหน่ง ยกเป็นอัครมหาเสนาบดี ๒ ตำแหน่ง คือ สมุหนายกบังคับบัญชาหัวเมืองฝ่ายเหนือทั้งปวง และสมุหพระกลาโหม บังคับบัญชาหัวเมืองฝ่ายใต้ทั้งปวง ส่วนเสนาบดีอีก ๔ ตำแหน่ง เรียกว่า จตุสดมภ์ ๔ คือ เสนาบดีพระคลังได้บังคับบัญชาการต่างประเทศและกรมพระคลัง เสนาบดีกรมเมืองได้บังคับบัญชาการรักษาพระนคร และกรมนครบาล เสนาบดีกรมวังได้ บังคับบัญชาพระบรมมหาราชวัง และเสนาบดีกรมนาที่เกษตราธิบดี ได้บังคับบัญชาการไร่นา ซึ่งต่อมา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงมีพระราชวินิจฉัยว่า " ..การซึ่งจะให้ราชการทั้งปวงเรียบร้อย เป็นแบบอย่างสะดวกได้ตามสมควรที่จะปกครอง บ้านเมืองในเวลานี้ จำจะต้องแบ่งราชการให้มีอยู่เป็นหน้าที่รับผิดชอบเป็นส่วน ๆ ไป" ดังนั้น ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงปรับปรุง การปกครองใหม่ โดยเริ่มดำเนินการเมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๐ และสามารถดำเนินการได้สำเร็จ เรียบร้อยเมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๕ โดยแบ่งส่วนราชการออกเป็น ๑๒ กระทรวง ได้แก่ ๑. กระทรวงมหาดไทย สำหรับบังคับบัญชาหัวเมืองฝ่ายเหนือ และเมืองลาวประเทศราช ๒. กระทรวงกลาโหม สำหรับบังคับบัญชาหัวเมืองปักษ์ใต้ ฝ่ายตะวันตก ตะวันออก และ เมืองมลายูประเทศราช ๓. กระทรวงการต่างประเทศ ว่าการเฉพาะการต่างประเทศอย่างเดียว ๔. กระทรวงวัง ว่าการในพระราชวัง และกรมซึ่งใกล้เคียงกับราชการในพระองค์ของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ๕. กระทรวงเมือง ว่าการโปลิศ และการบัญชีคน คือ กรมสุรัสวดี และรักษาคนโทษ ๖. กระทรวงเกษตราธิการ ว่าการเพาะปลูกและการค้าขาย กรมป่าไม้ และการบ่อแร่ ๗. กระทรวงพระคลังมหาสมบัติ ว่าการบรรดาภาษีอากร และเงินที่จะรับจะจ่ายในแผ่นดิน ทั้งสิ้น ๘. กระทรวงยุติธรรม บังคับศาลที่จะชำระความรวมกันทั้งแพ่ง อาญา นครบาล อุทธรณ์ ทั้งแผ่นดิน ๙. กรมยุทธนาธิการ เป็นพนักงานสำหรับที่จะได้ตรวจตราจัดการในกรมทหารบกทหารเรือ ซึ่งจะมีผู้บัญชาการทหารบกทหารเรือต่างหากอีกตำแหน่งหนึ่ง ๑๐. กระทรวงธรรมการ เป็นพนักงานที่จะบังคับบัญชาการเกี่ยวข้องในพระสงฆ์ และเป็นผู้บังคับการโรงเรียนและโรงพยาบาลทั่วทั้งราชอาณาเขต ๑๑. กระทรวงโยธาธิการ เป็นพนักงานที่จะตรวจการก่อสร้างทำถนน ขุดคลอง และ การช่างทั่วไป ทั้งการไปรษณีย์และโทรเลข หรือรถไฟ ซึ่งจะมีสืบไปในภายหน้า ๑๒. กระทรวงมุรธาธิการ เป็นพนักงานที่รักษาพระราชลัญจกร รักษาพระราชกำหนด กฎหมายและหนังสือราชการทั้งปวง ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๓๗ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวยังทรงพบว่า งานบางอย่างยังซ้ำซ้อนกัน จึงทรงแบ่งหน้าที่ระหว่างกระทรวงมหาดไทย และ กระทรวงกลาโหมให้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยให้กระทรวงมหาดไทยมีหน้าที่ในการปกครอง ทั่วราชอาณาจักรยกเว้นในเขตกรุงเทพมหานครยังคงอยู่ในความปกครองของ กระทรวงนครบาล ส่วนกระทรวงกลาโหมมีหน้าที่ในการรักษาความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร กับทรงตั้งสภารัฐมนตรีและสภานายกรัฐมนตรี ขึ้นเพื่อเป็นที่ปรึกษาด้านกฎหมาย ออกกฎหมายและแก้ไขกฎหมายก่อนที่จะนำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย นอกจากนั้นยังทรงปรับปรุงกระทรวงอื่น ๆ อีกบางกระทรวง คือ ยุบกระทรวงมุรธาธิการ เมื่อ ร.ศ.๑๑๕ (พ.ศ.๒๔๓๙) และให้โอนราชการในหน้าที่ ของกระทรวงมุรธาธิการไปขึ้นอยู่ในกรมราชเลขานุการ ส่วนราชการที่เป็นแผนกใน กระทรวงมุรธาธิการให้เรียกว่า กรมพระอาลักษณ์ ขึ้นอยู่ในสภานายกรัฐมนตรี ต่อมา ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระราชดำริว่า ราชการในกรมพระอาลักษณ์ซึ่งมีราชการบางอย่างจุกจิกอยู่มาก เช่น การทำทะเบียนยศ บรรดาศักดิ์ข้าราชการ การทำทะเบียนเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นภาระหนักที่กรม พระอาลักษณ์และกรมราชเลขาธิการได้รวมทำกันอยู่นั้นมีแต่จะทวีมากขึ้นทุกวัน เกินกำลัง เจ้าหน้าที่จะทำให้เรียบร้อยได้ และราชการในหน้าที่ราชเลขาธิการก็มีมากขึ้นเสมอ จึงได้ โปรดเกล้าฯให้เอาราชการเหล่านี้มารวมทำในกระทรวงหนึ่งต่างหาก คือกระทรวงมุรธาธร กาลล่วงมาจนถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เกิดวิกฤตการณ์ ทางเศรษฐกิจ รายได้ของประเทศไม่พอกับรายจ่าย โปรดให้มีการดุลยภาพข้าราชการ คงเหลือไว้แต่เฉพาะที่จำเป็น สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสนาบดีกระทรวงมุรธาธรทรงแนะให้ยุบกระทรวงมุรธาธรเสียเพราะมีงานน้อย จึงได้ มีพระบรมราชโองการเมื่อวันที่ ๒๓ มีนาคม ๒๔๖๘ ให้เลิกกระทรวงมุรธาธรและให้ยกงาน ไปรวมกับกรมราชเลขาธิการ โดยให้มีฐานะเสมอด้วยกระทรวงอยู่ตามเดิม คือ ราชเลขาธิการมีเกียรติ ฐานะ และอาวุโส ลำดับเดียวกับเสนาบดี ครั้นต่อมาเมื่อวันที่ ๗ เมษายน ๒๔๗๕ ได้มีประกาศพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ ยกกรมราชเลขาธิการขึ้นเป็นกระทรวงมุรธาธรอีก ทั้งนี้ เพราะทรง พระราชดำริว่า กรมราชเลขาธิการและตำแหน่งราชเลขาธิการเป็นทบวงการ และ ตำแหน่งที่สำคัญอันหนึ่งในราชการซึ่งเคยนิยมเทียบชั้นเสมอด้วยกระทรวงเสนาบดีมา แต่ก่อน ครั้นเมื่อรวมกระทรวงมุรธาธรเข้ากับกรมราชเลขาธิการแล้ว กรมราชเลขาธิการคงมีฐานะเสมอด้วยกระทรวงอยู่ตามเดิมและราชเลขาธิการมีเกียรติ ฐานะ และอาวุโสอย่างเดียวกับเสนาบดีทุกอย่าง หากแต่ไม่ได้เรียกว่าเสนาบดีเท่านั้น ส่วนผู้ช่วยราชเลขาธิการก็ลำดับเสมอด้วยปลัดทูลฉลองเช่นเดียวกัน แต่ยังมีผู้ฉงน และ สงสัยในฐานะหรือลำดับศักดิ์ของทบวงการ และตำแหน่งนี้อยู่จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนนามกรมราชเลขาธิการ เป็นกระทรวงมุรธาธร เรียกนามตำแหน่ง ราชเลขาธิการว่าเสนาบดีกระทรวงมุรธาธร เรียกนามตำแหน่งผู้ช่วยราชเลขาธิการ ว่าปลัดมุรธาธร ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๕ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้า เจ้าอยู่หัวได้ทรงรับรองตามคำขอร้องของคณะราษฎรให้มีรัฐธรรมนูญชั่วคราวขึ้น ชั้นหนึ่งก่อน เมื่อได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยาม ชั่วคราว ในวันที่ ๒๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๕ แล้ว ก็ได้มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในวันรุ่งขึ้น คือ วันที่ ๒๘ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๕ ณ พระที่นั่งอนันตสมาคมที่ประชุม ได้พิจารณาเลือกตั้งประธานคณะกรรมการราษฎร ซึ่งได้แก่พระยามโนปกรณ์นิติธาดา และกรรมการราษฎรอีก ๑๔ นาย เมื่อได้มีพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พ.ศ. ๒๔๗๕ แล้ว ในวันที่ ๒๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๕ ได้มีพระบรมราชโองการ เปลี่ยนนามตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงมุรธาธรเป็นราชเลขาธิการ และ มีกรมราชเลขาธิการ ทำหน้าที่ติดต่อกับกระทรวงทบวงกรมต่าง ๆ ในเรื่องที่จะต้อง นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาเรียนพระราชปฏิบัติหรือขอพระราชทาน พระบรมราชานุญาต ในเรื่องที่นอกเหนืออำนาจเสนาบดี เมื่อมีพระราชกระแส ประการใด เจ้าหน้าที่กรมราชเลขาธิการ ก็อัญเชิญพระกระแสพระบรมราชโองการ ไปยังกระทรวงทบวง กรมนั้น ๆ แต่โดยที่พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยาม ชั่วคราว พ.ศ. ๒๔๗๕ กำหนดให้มีบุคคลและคณะบุคคลที่จะเป็นผู้ใช้อำนาจแทนราษฎร ซึ่งได้แก่ พระมหากษัตริย์ สภาผู้แทนราษฎร คณะกรรมการราษฎร และศาล เป็นผล ให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการราษฎรขึ้นเมื่อวันที่ ๒๘ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๕ และต่อมา ในวันที่ ๑๔ กันยายน พ.ศ. ๒๔๗๕ จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ยุบเลิกกรม ราชเลขาธิการ และตั้งกรมเลขาธิการคณะกรรมการราษฎรขึ้น โดยมีเลขาธิการเป็น หัวหน้ากรมนี้ทำหน้าที่เป็นศูนย์การบริหารของคณะกรรมการราษฎร ดังนั้น งานบริหารราชการแผ่นดินทั้งปวงจึงแยกมาปฏิบัติทางกรมเลขาธิการ คณะกรรมการราษฎรสำหรับงานส่วนพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโดยแท้ ก็แยกไปปฏิบัติทางกรมราชเลขานุการในพระองค์ ซึ่งบัดนี้ได้เปลี่ยนเป็น สำนักราชเลขาธิการ ต่อมาเมื่อได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานรัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจักรสยาม เมื่อวันที่ ๑๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๕ แล้ว โดยที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ไม่ใช้คำว่า "คณะกรรมการราษฎร" แต่ใช้คำว่า "คณะรัฐมนตรี" แทนกรมเลขาธิการ คณะกรรมการราษฎรจึงอนุโลมเปลี่ยนชื่อเป็นกรมเลขาธิการคณะรัฐมนตรีด้วย ต่อมาเมื่อวันที่ ๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๖ ได้ตั้งสำนักนายกรัฐมนตรีขึ้น โดย พระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวงทบวงกรม พุทธศักราช ๒๔๗๖ ทั้งนี้ โดยนายกรัฐมนตรี ได้ให้หลวงประดิษฐมนูธรรม (นายปรีดี พนมยงค์) เป็นผู้แถลงต่อสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ ๒๓ พฤศจิกายน ๒๔๗๖ ซึ่งมีข้อความเกี่ยวกับสำนักนายกรัฐมนตรีว่า "...คณะรัฐมนตรีซึ่งเป็นรัฐบาลในปัจจุบันนี้ มีความเห็นพ้องกันว่า ควรมีกระทรวงเพียง ๘ กระทรวง และมีทบวงอีก ๑ แห่ง คือ "สำนักนายกรัฐมนตรี"...สำหรับสำนักนายก รัฐมนตรีที่เป็นอยู่แต่ก่อน ได้มีกรมต่าง ๆ ขึ้นต่อคณะรัฐมนตรี ในต่างประเทศ เช่น ประเทศฝรั่งเศสที่เรียกกันว่า เปรสิดอง เดอคองเซ สำหรับตัวนายกรัฐมนตรีมี สำนักงานบริหารต่างหาก และมีกรมหรือทบวงต่าง ๆ มาขึ้นอยู่ด้วย เมื่อสรุปใจ ความสำคัญของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ที่มีของแปลกอยู่อย่างหนึ่งก็คือ " สำนักนายกรัฐมนตรี " การที่พระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พุทธศักราช ๒๔๗๖ ได้ตั้งสำนักนายกรัฐมนตรีขึ้นเนื่องจากถือว่า อำนาจ ๓ อำนาจ คือ อำนาจบริหาร อำนาจนิติบัญญัติ และอำนาจตุลาการ เป็นอำนาจของปวงชนมอบถวายแด่ พระมหากษัตริย์ผู้เป็นประมุขของชาติ และพระมหากษัตริย์ไม่ทรงใช้อำนาจดังกล่าวนี้ ด้วยพระองค์เอง แต่ทรงใช้อำนาจบริหารโดยทางคณะรัฐมนตรี ทรงใช้อำนาจนิติบัญญัติ ทางสภาผู้แทนราษฎร และทรงใช้อำนาจตุลาการทางศาลในด้านอำนาจบริหาร ซึ่ง คณะรัฐมนตรีเป็นผู้ใช้ และมีนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้านั้น จำเป็นจะต้องมีสำนักงานของ นายกรัฐมนตรี มีเจ้าหน้าที่สำหรับรับคำสั่งของนายกรัฐมนตรีและของคณะรัฐมนตรีที่สั่งใน ทางบริหารราชการแผ่นดินไปดำเนินการ จึงต้องจัดตั้งสำนักงานของนายกรัฐมนตรี ดังกล่าวนี้ขึ้น เรียกชื่อว่า "สำนักนายกรัฐมนตรี" และได้มีการจัดวางระเบียบราชการ สำนักงาน และกรมในสำนักนายกรัฐมนตรีตามพระราชกฤษฎีกา พ.ศ. ๒๔๗๖ ดังต่อไปนี้ ๑. สำนักงานเลขานุการนายกรัฐมนตรี ๒. กรมเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ๓. คณะกรรมการกฤษฎีกา ๔. คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน ๕. คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ๖. สำนักงานโฆษณาการ ต่อมาได้มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลอีกหลายครั้งจนเมื่อวันที่ ๘ มีนาคม ๒๔๙๕ ได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๔๙๕ และพระราช บัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๔๙๕ และพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๔๙๕ จัดระเบียบบริหารราชการส่วนกลางเป็นดังนี้ ๑. สำนักนายกรัฐมนตรี ๒. กระทรวงหรือทบวง ๓. ทบวงการเมืองที่มีฐานะเทียบกรม การจัดระเบียบบริหารราชการภายในสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แบ่งเป็นดังนี้ ๑. สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ๒. กรมเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ซึ่งทำหน้าที่เป็นสำนักงานปลัดกระทรวง และมีเลขาธิการคณะรัฐมนตรีทำหน้าที่ปลัดกระทรวง ๓. สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ๔. สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน ๕. สำนักงานคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ๖. กรมประชาสัมพันธ์ ๗. กรมโยธาธิการ สำนักนายกรัฐมนตรีได้เคยเปลี่ยนชื่อเรียกว่า "สำนักคณะรัฐมนตรี" อยู่ระยะหนึ่ง ตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๙๗ ถึงวันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๐๒ (พระราชบัญญัติ ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๔๙๖ และพระราชบัญญัติปรับปรุง กระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๔๙๖) และแยกส่วนราชการในสำนักนายกรัฐมนตรีออกเป็น ๒ ทบวง คือ ๑. ทบวงคณะรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง มีอำนาจและหน้าที่เกี่ยวกับราชการทาง การเมืองของคณะรัฐมนตรี ๒. ทบวงคณะรัฐมนตรีฝ่ายบริหาร มีอำนาจและหน้าที่เกี่ยวกับราชการทางการ บริหารของคณะรัฐมนตรี แและราชการอื่นที่มิได้อยู่ภายในวงอำนาจ และหน้าที่ของกระทรวง หนึ่งกระทรวงใดโดยเฉพาะ ทั้งนี้ ด้วยเหตุผลที่ว่าราชการฝ่ายการเมืองกับราชการฝ่ายบริหารมีลักษณะ แตกต่างกัน จึงสมควรให้มีทบวงที่รับผิดชอบต่างกัน เพื่อให้แต่ละทบวงรับผิดชอบใน ราชการเป็นสัดส่วนและให้มีการประสานงานกันโดยใกล้ชิด อย่างไรก็ดี ภายหลังปรากฏว่างานของทั้งสองทบวงซ้ำซ้อนกันอยู่เสมอ เนื่องจาก เรื่องการเมืองและการบริหารนั้นแยกกันไม่ใคร่ออก รัฐบาลจึงได้พิจารณาเห็นสมควรจัด ระเบียบราชการสำนักนายกรัฐมนตรีเสียใหม่ให้เหมาะสมยิ่งขึ้น จึงได้ตราพระราชบัญญัติ จัดระเบียบราชการสำนักนายกรัฐมนตรี พ.ศ. ๒๕๐๒ ขึ้น เมื่อวันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๐๒ เปลี่ยนชื่อจากสำนักคณะรัฐมนตรีกลับมาเป็นสำนักนายกรัฐมนตรีตามเดิม และจัดส่วนราชการในสำนักนายกรัฐมนตรีเสียใหม่ โดยไม่แยกส่วนราชการออกเป็นฝ่าย การเมืองและฝ่ายบริหารอีก หลังจากนั้น ได้มีการปรับปรุงการจัดระเบียบราชการสำนักนายกรัฐมนตรีต่อ ๆ มา อีกหลายครั้ง ซึ่งเป็นการจัดตั้งโอน ย้าย ส่วนราชการระดับกรมในสำนักนายกรัฐมนตรี สำหรับวันซึ่งถือว่าเป็นวันสถาปนาสำนักนายกรัฐมนตรี หรือวันเกิดของ สำนักนายกรัฐมนตรีนั้น แม้ว่าจะมี พรบ. ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม ให้จัดตั้ง สำนักนายกรัฐมนตรีขึ้นเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ ๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๖ แต่ก็มิได้ถือว่า วันที่ ๙ ธันวาคม เป็นวันสถาปนาหรือวันเกิดของสำนักนายกรัฐมนตรี แต่กลับกำหนดให้ วันที่ ๒๘ มิถุนายน เป็นวันสถาปนา หรือวันเกิดของสำนักนายกรัฐมนตรี ที่เป็นเช่นนี้ไม่พบ หลักฐานที่แสดงเหตุผลไว้ จึงได้แต่เพียงสันนิษฐานเอาว่า นายกรัฐมนตรีคนแรกของ ประเทศไทยได้เข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ ๒๘ มิถุนายน ๒๔๗๕ จึงถือเอาวันที่ ๒๘ มิถุนายน เป็นวันเริ่มต้นการบริหารของนายกรัฐมนตรี และเป็นวันเริ่มปฏิบัติงานของหน่วยงานที่ทำหน้าที่ เกี่ยวกับกิจการของนายกรัฐมนตรี แม้ว่าจะมีการจัดตั้งหน่วยงานอย่างเป็นทางการในอีก ๑ ปี ต่อมาก็ตาม ดังนั้น จึงถือว่าวันที่ ๒๘ มิถุนายน ของทุกปีเป็นวันคล้ายวันสถาปนาหรือวันเกิด ของสำนักนายกรัฐมนตรีสืบต่อมาจนถึงปัจจุบันนี้